วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

โรคเครียด

ความเครียด
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย

เครียด


















ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกาย ให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี มันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย
ชนิดของความเครียด
  1. Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันที และร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกัน โดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไป ร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
  • เสียง
  • อากาศเย็นหรือร้อน
  • ชุมชนที่คนมากๆ
  • ความกลัว
  • ตกใจ
  • หิวข้าว
  • อันตราย
  1. Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง
  • ความเครียดที่ทำงาน
  • ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • ความเครียดของแม่บ้าน
  • ความเหงา
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดัน หรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ
ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้ อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น แต่สำหรับชีวิตประจำวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้เกิดอาการทางกาย และทางอารมณ์

ผลเสียต่อสุขภาพ

ความเครียดเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ดีเพื่อกระตุ้นให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความมุ่งมั่นที่จะประสบผลสำเร็จในการงาน และการกีฬา แต่ความเครียดระดับต่ำ มีรับอย่างสม่ำเสมอ และหาทางแก้ไขไม่ได้มักจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ความเครียดเหล่านั้นได้แก
  • ความเครียดที่เกิดจากงาน หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่ยากจะแก้ไข
  • ความเครียดที่เกิดจากการสูญเสีย เช่นอุบัติเหตุรถยนต์
  • ไม่สามารถผ่อนคลายความเครียด
  • ภาวะเครียดที่เกิดจากโรค เช่น อัมพาต โรคหัวใจ
ผลกระทบต่อด้านจิตใจ
พบว่าผู้ที่มีความเครียดเรื้อรังและไม่สามารถผ่อนคลายจะมีปัญหาเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลได้สูงกว่าคนทั่วไป ทำให้คุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมทั้งหน้าที่การงานแย่ลง
ผลกระทบต่อหัวใจ
ความเครียดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกในผู้ป่วยโรคหัวใจโดยมีกลไกดังนี้
  • ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หัวใจบีบตัวมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  • อาจจะเกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ
  • เลือดมีความหนืดเพิ่มเนื่องจากมีไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นและเกิดอุดตันหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
  • ในผู้หญิงจะทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ฮอร์โมนนี้จะป้องกันโรคหัวใจ
  • ความเครียดทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
โรคหลอดเลือดสมอง
พบว่าผู้ชายที่มีความเครียดสูงจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและเกิดโรคหลอดเลือดสมองบ่อยกว่าคนที่ไม่เครียด
การติดเชื้อ
คนที่เครียดเรื้อรังจะมีภูมิตอบสนองต่อการติดเชื้อและจำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าคนทั่วไป จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย เช่นหวัด เริม เป็นต้น
ระบบทางเดินอาหาร
พบว่าความเครียดเรื้อรังสามารถทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารได้ดังนี้
  • โรคกระเพาะอาหาร เป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะคือการรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม nsaid และจากเชื้อ H.pyroli แต่ความเครียดเรื้อรังก็เป็นส่วนส่งเสริมทำให้เกิดโรคดังกล่าว
  • ท้องร่วงจากโรค Irritable Bowel Syndrome ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมวนท้อง ถ่ายเหลวเป็นๆหายโดยมีท้องผูกสลับกับถ่ายเหลว
การรับประทานอาหาร
คนที่เครียดเรื้อรังจะมีปัญหาการรับประทานอาหารได้ 3 รูปแบบกล่าวคือ
  • น้ำหนักเกิน เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดผู้ป่วยจะรับประทานอาหารเค็ม มัน หวานเพื่อไปต่อสู้กับความเครียด และทำให้เกิดลักษณะอ้วนลงพุง
  • น้ำนักลดลงเนื่องจากเบื่ออาหาร
  • มีการรับประทานอาหารผิดปกติ เช่น Anorexia nervosa and bulimia nervosa
โรคเบาหวาน
ความเครียดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดการดื้อต่ออินซูลิน
อาการปวด
ผู้ที่เครียดเรื้อรังอาจจะมีอาการ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
ระบบสืบพันธ์
  • ความต้องการทางเพศจะลดลงทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายอาจจะมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวขององคชาติ ส่วนผู้หญิงจะมีปัญหาเรื่องการถึงจุดสุดยอด
  • การเป็นหมัน การปวดประจำเดือน และการแท้งก็พบได้บ่อย
ความจำและการเรียนรู้
ความสามารถในการเรียนรู้และความจำจะลดลง สมาธิจะไม่ดี เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย

 คุณมีความเครียดหรือไม่
ถามตัวคุณเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาการแสดงทางร่างกาย
มึนงง ปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังให้หู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง
อาการแสดงทางด้านจิตใจ
วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจำไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อาการแสดงทางด้านอารมณ์
โกรธง่าย วิตกกังวล ร้องไห้ ซึมเศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บหรือดึงผมตัวเอง
อาการแสดงทางพฤติกรรม
รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่สุรา โผงผาง เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัว


ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจากความเครียดเรื้อรัง

  1. ปัจจัยทั่วๆไปที่มีผลต่อความเครียดได้แก่
ปัจจัยที่มีผลความรุนแรงของความเครียด
  • การอบรมเลี้ยงดูเด็ก เด็กที่ได้รับความรักความอบอุ่น และได้รับการอบรมที่ดีจะมีความทนทานต่อความเครียด มากกว่าเด็กที่มีครอบครัวที่แตกแยก มีการะเลาะกันในครอบครัว
  • บุคลิกภาพของคนที่จะเครียดง่าย
  • กรรมพันธุ์ คนบางครอบครัวจะมีความสามารถในการผ่อนคลายได้น้อยกว่าคนอื่น จึงทำให้เครียดเรื้อรัง
  • โรคบางชนิดที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรค rheumatoid arthritis โรคภูมิแพ้
  • ระยะเวลาและปริมาณความเครียดที่ได้รับ หากเจอความเครียดอย่างมากละเป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคจากความเครียดได้มาก
บุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดได้ง่าย
  • คนวัยรุ่น เนื่องจากยังขาดประสบการณ์ต่อการรับสภาพและการปรับตัวต่อความเครียด
  • ผู้หญิงจะเกิดความเครียดได้บ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากผลของฮอร์โมนเพศ
  • ผู้หญิงทำงานจะมีความเครียดทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
  • คนที่มีการศึกษาต่ำ
  • ม่ายหรือคนที่หย่า
  • คนตกงาน
  • คนที่อยู่คนเดียว
  • คนที่อาศัยในเมืองจะเครียดง่ายกว่าคนในชนบท
  1. ความเครียดในวัยเด็ก พบว่าเด็กที่ครอบครัวอบอุ่นจะมีระดับฮอร์โมนความเครียดต่ำกว่าเด็กที่ครอบครัวแตกแยก สาเหตุสำคัญของความเครียดในเด็กได้แก่แม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือก้าวร้าวจะเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่ความยากจน และการอยู่ในชุมชนแออัด เด็กผู้หญิงจะเกิดความเครียดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่เด็กผู้ชายจะเกิดความเครียดจากการเรียนที่ตกต่ำการเปลี่ยนโรงเรียน
  2. ความเครียดในผู้สูงอายุ ท่านที่อยู่กับผู้สูงอายุต้องเข้าใจผู้สูงอายุด้วยเพรากลุ่มนี้จะเครียดได้บ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ไม่สามารถทำได้อย่างตอนอายุน้อย การเจ็บป่วยซึ่งจะพบมากขึ้น นอกจากนั้นสถานะในสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปจากผู้นำในครอบครัวเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย นอกจากนั้นความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับกับความเครียดก็ลดลง
  3. ผู้ที่ดูแลคนอื่น เช่นดูแลคู่ครองที่เป็นอัมพาต กลุ่มคนเหล่านี้จะมีโรคที่เกิดจากความเครียดได้สูงกว่ากลุ่มอื่นโดยเฉพาะกลุ่มดังต่อไปนี้
  • มีรายได้ต่ำ
  • อยู่กับผู้ป่วยสองต่อสอง
  • ผู้ป่วยที่ต้องดูแลอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้
  • ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ป่วยที่ต้องดูแล
นอกจากนั้นยังพบว่ากลุ่มพยาบาลที่ต้องให้บริการผู้ป่วยก็มีความเครียดสูง
  1. ผู้ที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย โกรธง่าย โมโหร้ายจะเกิดโรคจากความเครียดได้ง่าย
  2. ผู้ที่ขาดญาติหรือมิตร เวลามีปัญหาไม่สามารถปรึกษาผู้อื่นจะเกิดโรคได้ง่ายกว่าคนอื่น
  3. เครียดจากงาน จากการสำรวจที่ประเทศอเมริกาพบว่าร้อยละ 40 บอกงานที่ทำอยู่ทำให้เกิดความเครียด ความเครียดที่เกิดจากงานมักจะเป็นความเครียดเรื้อ ทำให้เกิดเกิดอาการเสียสมาธิ ง่วงนอน ปวดหลัง เกิดอุบัติเหตุขณะทำงานได้ง่าย ลักษณะที่เกิดความเครียดงาน
  • ขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างเจ้านายและลูกน้อง
  • ไม่มีความมั่นคงในงาน
  • ชั่วโมงทำงานมากเกินไป
  • ผู้ที่จากครอบครัวเป็นเวลานาน
  • รายได้ไม่เป็นไปตามความหนักและความรับผิดชอบของงาน
  • ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ
  • ความคาดหวังของคนรับบริการและเจ้านายสูงเกินความเป็นจริง
อาการของความเครียด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องรู้ว่าคุณอยู่ในภาวะเครียดหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นแรกในการดูแล ความเครียดจะสะสมโดยที่ท่านไม่ทราบ จนกระทั่งความเครียดนั้นถึงจุดจนเกิดอาการของความเครียดคือ
  • รู้สึกอย่างร้องไห้ตลอดเวลา
  • การตัดสินใจและสมาธิเสียไป
  • รู้สึกเพลีย เบื่อชีวิตไม่อยากจะทำอะไร
  • ไม่มีความสนใจเรื่องเพศ
  • นอนหลับยาก
  • ทะเลาะกับคนรอบข้าง
  • มีความตึงเครียดตอนเย็นๆ
  • มีการดื่มสุราและสูบบุหรี่
  • รู้สึกว่ามีปัญหาซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้
  • รับประทานอาหารแม้ว่าจะไม่หิว
  • รู้สึกว่าชีวิตผ่านไปวันๆ
การแก้ไขเมื่ออยู่ในภาวะที่เครียดมาก
หากท่านมีอาการเครียดมากและแสดงออกทางร่างกายดังนี้
  • อ่อนแรงไม่อยากจะทำอะไร
  • มีอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ
  • วิตกกังวล
  • มีปัญหาเรื่องการนอน
  • ไม่มีความสุขกับชีวิต
  • เป็นโรคซึมเศร้า
ให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำ 10 ประการ
  1. ให้นอนเป็นเวลาและตื่นเป็นเวลา เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนคือเวลา 22.00น.เมื่อภาวะเครียดมาก จะทำให้ความสามารถในการกำหนดเวลาของชีวิต( Body Clock )เสียไป ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือตื่นง่าย การกำหนดเวลาหลับและเวลาตื่นจะทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มทำงาน และเมื่อความเครียดลดลง ก็สามารถที่จะหลับได้เหมือนปกติ ในการปรับตัวใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ บางครั้งเมื่อไปนอนแล้วไม่หลับเป็นเวลา 45 นาที ให้หาหนังสือเบาๆมาอ่าน เมื่อง่วงก็ไปหลับ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือให้ร่างกายได้รับแสงแดดยามเช้า เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเวลา
  2. หากเกิดอาการดังกล่าวต้องจัดเวลาให้ร่างกายได้พัก เช่นอาจจะไปพักร้อน หรืออาจจะจัดวาระงาน งานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนก็ให้หยุดไม่ต้องทำ
  3. ให้เวลากับครอบครัวในวันหยุด อาจจะไปพักผ่อนหรือรับประทานอาหารนอนบ้าน
  4. ให้เลื่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆในช่วงนี้ เช่นการซื้อรถใหม่ การเปลี่ยนบ้านใหม่ การเปลี่ยนงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความเครียด
  5. หากคุณเป็นคนที่ชอบทำงานหรือชอบเรียนให้ลดเวลาลงเหลือไม่เกิน 40 ชม.สัปดาห์
  6. การรับประทานอาหารให้รับประทานผักให้มากเพราะจะทำให้สมองสร้าง serotoninเพิ่มสารตัวนี้จะช่วยลดความเครียด และควรจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอ
  7. หยุดยาคลายเครียด และยาแก้โรคซึมเศร้า
  8. ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะมีการเต้นรำด้วยก็ดี
หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วยังมีอาการของความเครียดให้ปรึกษาแพทย์
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเครียด
  • ความเครียดเหมือนกันทุกคนหรือไม่ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการตอบสนองต่อความเครียดก็แตกต่างในแต่ละคน
  • ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีจริงหรือไม่ ความเครียดเปรียบเหมือนสายกีตาร์ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปเสียก็ไม่ไพเราะ เช่นกันเครียดมากก็มีผลต่อสุขภาพเครียดพอดีจะช่วยสร้างผลผลิต และความสุข
  • จริงหรือไม่ที่ความเครียดมีอยู่ทุกแห่งคุณไม่สามารถจัดการกับมันได้ แม้ว่าจะมีความเครียดทุกแห่งแต่คุณสามารถวางแผนที่จะจัดการกับงาน ลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนของงานเพื่อลดความเครียด
  • จริงหรือไม่ที่ไม่มีอาการคือไม่มีความเครียด ไม่จริงเนื่องจากอาจจะมีความเครียดโดยที่ไม่มีอาการก็ได ้และความเครียดจะสะสมจนเกินอาการ
  • ควรให้ความสนใจกับความเครียดที่มีอาการมากๆใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มเกิดอาการความเครียดแม้ไม่มากก็ต้องให้ความสนใจ เช่นอาการปวดศีรษะ ปวดท้องเพราะอาการเพียงเล็กน้อยจะเตือนว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเครียด
  • ความเครียดคือโรคจิตใช่หรือไม่ ไม่ใช่เนื่องจากโรคจิตจะมีการแตกแยกของความคิด บุคลิคเปลี่ยนไปไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติ
  • ขณะที่มีความเครียดคุณสามารถทำงานได้อีก แต่คุณต้องจัดลำดับก่อนหลังและความสำคัญของงาน
  • ไม่เชื่อว่าการเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียด การเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียดนั้น
  • ความเครียดไม่ใช่ปัญหาเพราะเพียงแค่สูบบุหรี่ความเครียดก็หายไป การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจะทำให้ลืมปัญหาเท่านั้น นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
มื่อใดต้องปรึกษาแพทย์
  • เมื่อคุณรู้สึกเหมือนคนหลงทางหาทางแก้ไขไม่เจอ
  • เมื่อคุณกังวลมากเกินกว่าเหตุและไม่สามารถควบคุม
  • เมื่ออาการของความเครียดมีผลต่อคุณภาพชีวิตเช่นการนอน การรับประทานอาหารงานที่ทำความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น